ก้าวแรกกับภาษาจีน


คนเรามักอยากทำโน่นทำนี่ แต่สิ่งที่ยากก็คือการเริ่มต้น ฉันยังจำได้ดีกับความคิดครั้งแรกในการที่จะเรียนภาษาจีน ฉันเพิ่งเรียนจบม.6 และได้มีโอกาสไปเที่ยวเมืองจีนเป็นครั้งแรกนั่นก็คือไปปักกิ่ง

และแล้วฉันก็ปล่อยให้เวลาผ่านไปโดยไม่คิดที่จะไขว่คว้าโอกาสไว้ ฉันเป็นคนที่มีโอกาสดีๆหลายอย่าง แต่กลับชอบมองข้ามแล้วก็ทิ้งโอกาสไป แม้กระทั่งครั้งที่ฉันคิดจะเรียนภาษาจีนก็ตามที ไม่ใช่ว่าที่บ้านจะไม่เปิดโอกาสให้เรียน แถมยังสนับสนุนเสียด้วยซ้ำ แต่ฉันกลับไม่รับโอกาสดีๆ เหล่านั้นไว้

จากวันที่ฉันคิดจะเรียนภาษาจีน จนมาถึงวันที่ได้เริ่มต้นเรียนภาษาจีนจริงๆ ก็ล่วงเลยมาเนิ่นนานเป็นเวลาถึงสี่ปี จนกระทั่งจบมหาวิทยาลัย ถึงจะได้เริ่มเรียนภาษาจีนเป็นครั้งแรก

ครั้งที่ฉันได้แต่คิดโดยไม่ตัดสินใจเรียนนั้น ทั้งๆที่ได้ไปถามคอร์สเรียนมาเรียบร้อยแล้ว ก็เพราะฉันเห็นภาษาจีนแล้วรู้สึกว่ายาก คนไม่เอาไหนอย่างฉันคงเรียนไปไม่รอดหรอก จริงๆ แล้วคนเราไม่ควรคิดมากไปก่อนทั้งๆที่ยังไม่เคยลอง หรือไม่เคยสัมผัสถึงสิ่งนั้นๆ ไม่อย่างนั้นคงไม่ต้องเสียเวลาซะมากมายขนาดนี้

ก้าวแรกที่ได้เริ่มต้นเรียนภาษาจีน แม้คำศัพท์ง่ายๆ ซักคำก็ยังไม่รู้ มาวันนี้ฉันอยู่กับภาษาจีนมาหกปีกว่าแล้ว แต่ก็อย่างเคย เพราะคนอย่างฉันไม่ค่อยได้จริงจังกับสิ่งใดเท่าไหร่ เพราะถึงจะได้เริ่มเรียนภาษาจีนแล้วแต่ก็ยังเรียนๆหยุดๆไม่ได้ต่อเนื่องอะไรมากมาย

การเริ่มต้นเรียนภาษาจีนของ ฉันเกิดขึ้นครั้งแรกที่สถาบันสอนภาษาจีนแห่งหนึ่ง ฉันเรียนแค่สัปดาห์ละครั้ง ครั้งละ 3 ชั่วโมง ในห้องเรียนนั้นฉันเป็นคนที่อายุเยอะที่สุดเลย เพราะคิดช้า กว่าจะตัดสินใจมาเรียนได้ก็จบมหาลัยแล้วซะงั้น เริ่มต้นเรียนทั้งสนุก ทั้งตื่นเต้น เพราะต้องทั้งฟัง พูด อ่าน เขียน แถมตบท้ายด้วยคำถามของเหล่าซือตอนท้ายชั่วโมง สำหรับครั้งแรกของคนที่ไม่มีศัพท์อยู่ในหัวเลยอะไรๆ ก็ดูจะยากไปหมด

ฉะนั้นการเริ่มต้นเรียนภาษาจีนนั้น สิ่งที่จะเลี่ยงไม่ได้เลยก็คือการรู้ศัพท์ ยิ่งรู้มากก็จะยิ่งฟังรู้เรื่อง แต่ก็ใช่ว่าจะพูดโต้ตอบได้เสมอไป หากเราไม่เคยฝึกพูด เพราะการพูดต้องใช้ทักษะในการฝึกฝน หรือทักษะอื่นๆ ก็เช่นกันหากขาดการฝึกฝนก็ไม่สามารถที่จะทำออกมาดีได้

ได้แต่บอกคนอื่นเค้า แต่ตัวเองก็ยังไม่เก่งซะที ภาษาจีนส่วนไหนยากสุดระหว่างฟัง พูด อ่าน เขียน สำหรับฉันแล้วคงตอบว่าพูดนะ คงเป็นเพราะฉันไม่ได้ฝึกพูดเท่าไหร่ แต่ใจจริงก็อยากทำให้ตัวเองเก่งทุกด้านเหมือนกัน เวลาเห็นคนอื่นที่พูดเก่ง ฟังเก่ง อ่านเก่ง เขียนเก่ง สามารถแปลภาษาจีนที่ยากๆ ได้ ก็แอบอิจฉาอยู่ในใจ แต่ก่อนที่เราจะเก่งอย่างเค้าได้ก็คงต้องขยันให้เท่าเค้าเสียก่อน วันนี้ฉันจึงอยากบอกตัวเองว่าสู้ๆ แล้ววันนึงคงทำได้อย่างคนอื่นเขาถ้าเรามีความมุ่งมั่นตั้งใจจริง

จากวันเป็นเดือน จากเดือนเป็นปี ฉันได้ผ่านการเรียนภาษาจีนจากสถาบันแรกมาเป็นเวลาปีนึงแล้ว ก็เรียนไปได้ร้อยกว่าชั่วโมง การเรียนที่เมืองไทยนั้นช้าเพราะจะได้เรียนแค่สัปดาห์ละครั้ง ฉันจึงของป่ะป๋าไปเรียนต่อที่เมืองจีน และแล้วป่ะป๋าก็อนุญาต ฉันเลยเลือกเมืองที่ค่าใช้จ่ายไม่แพงเท่าไหร่ แล้วอากาศก็ไม่ต่างจากเมืองไทยมากนัก แล้วก็เป็นเมืองที่อยู่ไม่ไกลจากฮ่องกงด้วย เพราะจริงๆ แล้วก็จะได้ข้ามไปฝั่งฮ่องกงได้สะดวกฉันจึงเลือกไปเรียนที่เมืองกวางเจา

การเรียนที่เมืองจีนนั้น ตามความรู้สึกค่าเรียนก็ไม่ได้แพงอะไรมาก แต่เราก็ต้องหมดกับค่าตั๋วเครื่องบิน ค่ากิน ค่าที่พัก ค่าใช้จ่ายอื่นๆ และที่สำคัญค่าเที่ยวด้วย ซึ่งรวมแล้วเทอมๆ นึงก็หมดไปหลายตังค์ ฉันเรียนที่กวางเจาได้เทอมนึงก็กลับมาที่เมืองไทย เล่ามาถึงตอนนี้เวลาภาษาจีนของฉันก็ผ่านมาปีครึ่งแล้ว แต่สิ่งที่ฉันได้รับก็ยังรู้สึกไม่คุ้ม คงเป็นเพราะคนอย่างฉันชอบคิดมากด้วยมั้ง

จากความคิดที่ว่าฉันไม่ได้รับความคุ้มค่าจากภาษาจีนที่ฉันเรียนมา จึงทำให้ฉันเลิกเรียนภาษาจีนไปเป็นเวลาสามปี สามปีกับความว่างเปล่า จริงๆ ถ้าคิดย้อนไป ฉันก็ได้อะไรจากภาษาจีนมาบ้างเหมือนกัน เพราะคำศัพท์ที่ฉันไม่เคยรู้ก็ได้รู้ คำที่ไม่เคยอ่านออก เขียนไม่ได้ ฟังไม่เข้าใจ ก็พอจะรับรู้ได้ ความคิดมากทำให้เราต้องทิ้งสิ่งที่มีประโยชน์ในชีวิตไป นั่นก็คือการศึกษา การศึกษาเป็นสิ่งที่คนรุ่นก่อนรู้ดีว่าจะสามารถยกระดับชีวิตให้ดีขึ้นได้ ดังนั้นที่บ้านของฉันจึงสนับสนุนเรื่องการเรียนอย่างเต็มที่ ไม่เคยที่จะขัดขวางใดๆ อยากเรียนอะไร อยากเป็น หรือจะทำอะไรก็ทำไปเลยอย่างเต็มที่

จริงๆ แล้วคนที่ผิดก็คือตัวฉันเอง ที่ไม่ยอมรับความหวังดีจากพ่อแม่ที่คอยหยิบยื่นแต่สิ่งดีๆ ให้เรา เพื่อหวังให้เราจะสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการดำเนินชีวิตต่อไปในอนาคตได้ มาถึงตรงนี้จากวันที่ฉันเริ่มเรียนภาษาจีนก็เป็นเวลาปีครึ่ง + สามปีแห่งความว่างเปล่า (ที่ทิ้งภาษาจีนไป) รวมทั้งสิ้นก็เป็นเวลาสี่ปีครึ่งแล้ว

เมื่อลองมองย้อนไปหากเรามีความอดทนสักหน่อย ผลลัพธ์ที่ได้คงไม่เป็นเช่นนี้ เราต้องเปลี่ยนความคิดตัวเอง แล้วมองถึงสิ่งที่พ่อแม่หยิบยื่นให้บ้าง คงเป็นเพราะท่านทั้งสองไม่มีโอกาสที่จะได้เรียนหนังสือจึงอยากส่งเสียให้ลูก ได้เรียนสูงๆ ชีวิตจะได้ไม่ลำบาก พ่ออยากให้ฉันเรียนภาษาจีนเอามากๆ อยากให้เรียนชนิดที่สามารถสื่อสารโต้ตอบกับคนจีนได้ เพราะพ่อมองเห็นถึงอนาคตข้างหน้าว่าหากใครรู้ภาษาจีนก็สามารถที่จะทำธุรกิจกับจีนได้อย่างสบาย

พ่อ คะยั้นคะยอให้ฉันเรียนภาษาจีนอีก ไม่ว่าเสียเงินเท่าไหร่พ่อก็ยอมจ่าย เพื่ออนาคตของลูก ฉันรู้ว่าพ่อคงห่วงฉันมากเพราะฉันเป็นเพียงลูกสาวคนเดียว เมื่อพ่อขอร้องคราวนี้ฉันจึงมีโอกาสได้กลับไปเรียนภาษาจีนอีกครั้ง คราวนี้เมืองที่ฉันเลือกไปก็คือหางโจว ซึ่งเป็นเมืองที่อยู่ไม่ไกลจากเซี่ยงไฮ้มากนัก คราวนี้ฉันก็กลับไปเรียนมาอีกสองเทอมก็ประมาณปีนึงค่ะ

ฉัน เรียนคอร์สภาษาจีนระดับกลาง แล้วก็ภาษาจีนธุรกิจ และจากการที่ผลัดการสอบเอชเอสเคมาแสนนาน จึงตัดสินใจสอบผลออกมาได้แค่ระดับหก แต่ก็ช่างมันเถอะค่ะ เพราะอย่างน้อยจะได้รู้ว่าสิ่งที่เราเรียนมาก็ยังไม่ถึงขั้นศูนย์เปล่า

จริงๆ ถ้าฉันเป็นคนที่คิดได้เร็วกว่านี้ก็คงเลือกเรียนเอกจีนอย่างใครๆ ไปแล้ว ฉันยอมรับจริงๆ ว่าเด็กสมัยนี้เก่งจริงๆ ทั้งยังเริ่มเรียนภาษาจีนกันตั้งแต่อายุยังน้อย หากเราหยุดนิ่งก็คงถูกเด็กรุ่นหลังแซงแน่ๆ อันที่จริงเราก็คงถูกเด็กแซงมาตั้งนานแล้วหล่ะ

การเรียนที่หางโจวทำให้ฉันได้รู้อะไรหลายๆ อย่าง ทั้งยังได้รับโอกาสจากพี่ที่ศูนย์แนะแนวการศึกษาต่อประเทศจีนแห่งหนึ่งให้พา เด็กๆ ไปเที่ยวที่หางโจว ซึ่งก็ถือเป็นโอกาสอันดีที่ทำให้ฉันได้เข้าชมสถานที่ต่างๆ ฟรี ต้องขอขอบคุณพี่ตุ๊กจาก jin4u มากๆ จะว่าไปแล้วก็แปลกนะ ฉันยอมรับงานจากพี่เค้า ทั้งๆ ที่ไม่เคยเห็นหน้า ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน เพียงแค่เคยได้รู้จักกันผ่านทางmsnก็เท่านั้น แต่ก็เป็นสิ่งที่ทำให้ฉันประทับใจได้ไม่รู้ลืม

ถึงเวลาได้กลับมาเมืองไทย ฉันก็ได้ทำงานเกี่ยวกับภาษาจีนอยู่สักพัก (พักเดียวจริงๆ) ประมาณไม่ถึงสองเดือน เป็นงานที่สบายๆ ก็แปลจดหมายรับส่งทางอีเมลล์ให้กับเจ้านาย ไม่ต้องไปบริษัทเลย ฉะนั้นทุกวันก็เป็นวันของฉันได้อยู่กับภาษาจีน แต่ก็ได้สื่อสารผ่านทางตัวหนังสือเพียงอย่างเดียว ไม่ได้ใช้พูดสนทนาแต่อย่างใด

ฉันเคยคิดอยากเป็นล่าม เป็นไกดฺ์ เป็นนักแปล เป็นนักเขียน เป็นอะไรก็ได้ที่ต้องใช้ภาษาจีน แต่ก็ยังกลัวและกังวล เนื่องจากว่าภาษาจีนของฉันยังไม่ดีพอที่จะเป็นอะไรสักอย่าง แล้ววันนึงฉันก็ตัดสินใจทำเว็บไซต์ขึ้นเพื่อรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับภาษาจีน เพื่อพัฒนาตนเอง และเพื่อเป็นประโยชน์ให้กับผู้ที่เริ่มต้นเรียนภาษาจีนทุกคน รวมถึงผู้ที่สนใจศึกษาภาษาจีนด้วยตัวเอง  ฉันว่าคนเราสามารถหาความสุขได้ไม่ยากเลยหากเราได้อยู่กับสิ่งที่เรารัก  และชอบ  <แม้ว่าฉันจะค้นหาถึงสิ่งที่รัก  และชอบได้ช้ากว่าคนอื่นไปหน่อยก็ไม่เป็นไร>

ฉันหวังว่าวันหนึ่งฉันคงเป็นอย่างที่ฝันได้ คงมีสักวันที่ฝันเป็นจริง เล่ามาถึงตรงนี้แล้วก็หวังว่าทุกคนคงจะพอรู้เรื่องราวก้าวแรกกับการเรียน ภาษาจีนของฉันว่าเริ่มยังไง ที่เล่ามาก็เพื่อไม่อยากให้ทุกคนทิ้งเวลาและโอกาสที่เดินเข้ามาหาเรา อยากทำอะไรก็ทำเลยถ้ามัวแต่คิดมากอย่างฉันละก็...กว่าจะได้ทำก็คงแก่กันพอ ดี
แต่ฉันก็ยังเชื่อว่าไม่มีอะไรสายเกินไป วันนี้ฉันมีเว็บไซต์ภาษาจีนของตัวเอง
(แม้ว่าจะยังดูไม่เข้าท่า  ไม่เข้าที่เข้าทางสักเท่าไหร่) มีบล็อกภาษาจีนของตัวเอง ต่อไปก็เหลือเพียงเก็บความทรงจำดีๆ เกี่ยวกับภาษาจีนมาถ่ายทอดผ่านตัวหนังสือ ให้ทุกท่านได้รู้กัน เผื่อจะมีประโยชน์กับใครได้บ้าง...<หรือว่าอาจจะดูไร้สาระหรือไร้ประโยชน์ก็ไม่รู้>
เรื่องราวภาษาจีนยังคงมีอีกมากมายให้เราศึกษา เรียนยังไงก็คงไม่หมดหรอก เพราะคงไม่มีใครรู้ทุกเรื่องได้ แต่ขอแค่ให้เรื่องที่เรารู้นั้นพอที่จะทำประโยชน์ให้กับใครได้บ้าง.....ฉันก็พร้อมที่จะทำ และจะทำไปด้วยใจรัก

หลายคนคงเคยท้อแท้และผิดหวังกับภาษาจีน...(รวมทั้งตัวฉันด้วย) แต่คนเราเมื่อผิดพลาด เมื่อท้อแท้ เมื่อสิ้นหวัง แล้วพร้อมที่จะลุกขึ้นสู้อีกครั้งก็คงไม่เป็นไร แม้จะล้มสักสิบครั้ง แต่ลุกขึ้นสู้แล้วชนะเพียงแค่ครั้งเดียว สำหรับฉันแล้วมันก็คือการประสบความสำเร็จค่ะ และฉันก็หวังว่าสักวันฉันจะประสบความสำเร็จกับการเรียนภาษาจีนให้ได้


Comments