ปักกิ่ง 北京



กำแพง เมืองจีนเป็นสัญลักษณ์ของประชาชาติจีน เป็นสิ่งก่อสร้างที่ยิ่งใหญ่ชิ้นหนึ่งของโลก เมื่อมาถึงกรุงปักกิ่ง คงไม่มีใครไม่ไปเที่ยวกำแพงเมืองจีน ไม่ว่าฤดูไหน กำแพงเมืองจีนล้วนมีความสวยงามเป็นเอกลักษณ์ ดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศให้มาเที่ยวชม

นายเจมส์ นักท่องเที่ยวชาวอเมริกันเดินทางมาเที่ยวกำแพงเมืองจีนก่อนเปิดงานกีฬาโอลิมปิกปักกิ่ง เขาชมอย่างไม่หยุดปากว่า

"กำแพงเมืองจีนเป็นสิ่งมหัศจรรย์หนึ่งในเจ็ดของโลก เป็นเกียรติยศของคนจีน กำแพงเมืองจีนเป็นสมบัติอันล้ำค่าของชาติจีน ชาวโลกใครๆ ก็อยากจะมาเที่ยว กำแพงเมืองจีนยอดเยี่ยมจริงๆ ชาวจีนทุกคนควรมีความภาคภูมิใจต่อสิ่งมหัศจรรย์นี้"

กำแพงเมืองจีนที่มีประวัติยาวนานกว่า 2,000 ปีนี้ ถูกสร้างขึ้นครั้งแรกในสมัยราชวงศ์โจว เมื่อราวศตวรรษที่ 9 ก่อนคริสตกาล หลังจากที่ราชวงศ์โจวล่มสลายลง บรรดารัฐต่างๆ ที่เคยตกเป็น เมืองขึ้นก็ได้แยกตัวออกเป็นอิสระ ปกครองตนเอง

จากนั้นกษัตริย์รัฐฉู่ ได้ริเริ่มดำเนินการก่อสร้างกำแพงเมืองขึ้นอีก เพื่อป้องกันการรุกราน จากรัฐอื่น เช่น ฉี เอี้ยน เว่ย จ้าว และฉิน จนกระทั่งมาในสมัยของ ผู้ครองรัฐฉิน ที่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตก ก็ได้ทำสงครามกับรัฐต่างๆ และรวมแผ่นดินจีนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน แล้วสถาปนาตัวเองเป็น จักรพรรดิองค์แรกของจีน มีพระนามว่า "ฉินสื่อหวงตี้" 秦始皇帝หรือตามที่คน ไทยทั่วไปรู้จักกันในนาม "จิ๋นซีฮ่องเต้"

พระองค์ทรงมีพระบรมราชโองการให้สร้างและเชื่อมกำแพงเก่าตลอดแนวทิศเหนือ เพื่อประโยชน์ ในการป้องกันการรุกรานจากชนเผ่าเลี้ยงสัตว์เร่ร่อน หลังจากนั้นก็ได้ สร้างและเชื่อมกำแพงเมืองจีนอย่างต่อเนื่องมายาวนานหลายชั่วคน รวมถึงดำเนินการก่อสร้างขยายต่อเติมออกไปอีก ทั้งในสมัยของราชวงศ์ฮั่น เรื่อยไปจนถึงราชวงศ์หมิง ในระหว่างปี ค.ศ.1368 -ค.ศ.1644 เมื่อกำแพงเมืองจีนสร้างแล้วเสร็จมีระยะทาง ที่คดเคี้ยวเลี้ยวลดมากกว่า 12,000 ลี้หรือราว 6,000 กิโลเมตร

เริ่มตั้งแต่เทือกเขาในมณฑลเหลียวหนิง  辽宁省ทางภาคเหนือไปจนถึงเขตทะเลทรายโกบีในมณฑลกันซู่  甘肃省ทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือของจีน  กำแพงเมืองจีนทอดตัวยาวเหยียดตามเทือกเขาต่าง ๆ โดยผ่าน 9 มณฑลของจีน มีทั้งที่เป็นกำแพงหิน ดิน ทราย และอื่นๆ ตามแต่ วัสดุที่ใช้ในการก่อสร้างในเวลานั้นและได้สร้างขึ้นตามสภาพ ภูมิประเทศที่มีลักษณะสลับซับซ้อน เช่น ทะเลทราย ทุ่งหญ้า ห้วย หนอง คลอง บึงโดยกำแพงมีความสูง ประมาณ 10 เมตรและ กว้างประมาณ 4-5 เมตร มีความสะดวกในการลำเลียงขนส่ง เสบียงอาหารและอาวุธยุทโธปกรณ์

ส่วนด้านในของกำแพงมีประตูและบันไดต่าง ๆ ที่สามารถขึ้นลงได้  นอกจากนั้นบนกำแพงยังได้สร้างหอคอยต่างๆไว้หลายแห่ง โดย "หอคอย" เหล่านี้จะแบ่งออกเป็น 2 ชั้น ชั้นบนใช้สำหรับคอยสอดส่องและ ยิงธนูต่อสู้ข้าศึกศัตรู ส่วนชั้นล่างแบ่งซอยออกเป็นห้องเล็ก ๆ ซึ่งใช้สำหรับ เก็บอาวุธ รวมถึงเป็นที่พักและห้องนอนของเหล่า ทหารหาญ ส่วนที่ 3 คือ "ป้อมปราการ" ซึ่งมักสร้างไว้ตามจุดสำคัญ ทางยุทธศาสตร์ต่างๆ และ "หอส่งสัญญาณ" ซึ่งเป็นส่วนที่ตั้งอยู่ นอกเขตกำแพงตามบริเวณยอดเขา หรือที่ซึ่งสามารถมองเห็นได้ชัดเจนจากระยะไกลๆ

ในยามกลางคืน จะใช้วิธีจุดไฟเพื่อเป็น สัญลักษณ์ในการแจ้งเหตุฉุกเฉิน ส่วนกลางวันก็จะใช้ควันไฟ เป็นสัญญาณแทน อิฐและหินที่ใช้ก่อสร้างขนมาจากภูเขาต่าง ๆ ถือว่าเป็นงานที่ต้องใช้แรงงานคนจำนวนนับล้านคน

      


เนื่องจากกำแพงเมืองจีนมีขนาดใหญ่ และผ่านกาลเวลายาวนาน ทำให้สภาพดั้งเดิมถูกทำลายอย่างร้ายแรง ช่วงปีหลังๆ มานี้ รัฐบาลจีนได้เพิ่มกำลังทรัพย์ในการซ่อมแซม และอนุรักษ์กำแพงเมืองจีน ส่วนประชาชนทั่วไปก็มีจิตสำนึกมากขึ้นในการอนุรักษ์โบราณวัตถุ เช่น ทิ้งขยะเป็นที่และไม่สลักชื่อของตนเองบนกำแพง ยังมีคนกลุ่มหนึ่งเป็นอาสาสมัครคอยเก็บขยะตามกำแพงเมืองจีน อาสาสมัครผู้หนึ่งกล่าวว่า

"พวกเราเก็บขยะตามกำแพงเมืองจีน ก็เพื่อเป็นตัวอย่างที่ดีให้นักท่องเที่ยวทั้งหลาย ให้นักท่องเที่ยวเพิ่มจิตสำนักในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และอนุรักษ์โบราณวัตถุ "

ปลายปี 2006 จีนได้ประกาศใช้ "กฏข้อบังคับในการอนุรักษ์กำแพงเมืองจีน " และได้ใช้มาตรการที่เข้มงวดยิ่งขึ้นในการอนุรักษ์กำแพงเมืองจีน นายจางจี้ รองเลขาธิการสมาคมวิจัยกำแพงเมืองจีนแห่งประเทศจีนมีความมั่นใจต่อการอนุรักษ์กล่าวว่า

"สำนักงานโบราณวัตถุแห่งชาติได้ตรวจวัดความยาวทั้งหมดของกำแพง เมืองจีนสมัยราชวงศ์หมิงเพื่อสร้างมาตรการที่มีประสิทธิภาพ รัฐบาลก็มีนโยบายให้การสนับสนุน ดังนั้น การอนุรักษ์กำแพงเมืองจีนจะทำได้ดียิ่งต่อไป "

กำแพงเมืองจีนปาต๋าหลิ่ง จีว์ยงกวนเป็นส่วนที่รักษาอย่างสมบูรณ์ที่สุด และเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวทั้งชาวจีนและชาวต่างชาตินิยมไป ในศตวรรษใหม่ กำแพงเมืองจีนเป็นสัญลักษณ์แห่งอารยธรรมโบราณของจีน ได้แสดงบทบาทที่ต่างกับสมัยก่อน นายต่ง เอี้ยวหุ้ย รองนายกสมาคมวิจัยกำแพงเมืองจีนแห่งประเทศจีนกล่าวว่า

"บทบาทของกำแพงเมืองจีนในทุกวันนี้มีสองด้าน หนึ่งคือ ด้านจิตใจ บรรพบรุษของจีนได้สร้างกำแพงเมืองจีนซึ่งเป็นสิ่งมหัศจรรย์ขึ้น ทำให้คนจีนต่างมีความภาคภูมิใจ สองคือ ด้านวัตถุ กำแพงเมืองจีนเป็นสัญลักษณ์แห่งอารยธรรมของมนุษย์ แต่ละปี มีนักท่องเที่ยวภายในประเทศกว่า 10 ล้านคนและนักท่องเที่ยวชาวต่างชาตินับล้านคนมาเที่ยว นอกจากแสดงบทบาทส่งเสริมการพัฒนาทางเศรษฐกิจแล้ว ยังเปรียบเสมือนสายสัมพันธ์ที่เชื่อมมิตรภาพระหว่างประชาชนจีนกับชนชาติ ต่างๆทั่วโลกด้วย "

แหล่งที่มา  :  รายการพาเที่ยวจีน (กำแพงเมืองจีน  สัญลักษณ์แห่งอารยธรรมโบราณ)   http://thai.cri.cn


Comments